2005/Sep/20

... รู้สึกว่า ช่วงนี้ท่านๆทั้งหลายที่บริหารบ้านเมืองของเราจะมีไอเดียบรรเจิดซะเหลือเกิน ...

วันนี้อ่านข่าวเจอ เรื่องน่าสนใจอยู่หลายเรื่อง แต่ที่สะดุดก็คือ

"สถิติฯชี้คนไทยนิยมอ่านหนังสือ40.9ล้านคน น.ส.พ.มากที่สุด-ส่งกทม.ชิงเมืองหนังสือโลก"

เนื้อหาข่าวส่วนหนึ่งเค้าว่าอย่างนี้ค่ะ

คนไทยสนใจในการอ่านหนังสือมากขึ้นทุกปี และ 3-4 ปีที่ผ่านมาธุรกิจหนังสือ รวมถึงคนอ่านก็เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตรงนี้เองจึงเป็นที่มาของการส่งกรุงเทพมหานครเข้าชิงเป็นเมืองหนังสือโลกในโครงการของยูเนสโก ที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการหาข้อมูลและจะมีการยื่นสมัครในราวสิ้นเดือนมีนาคม ปี 2549 ซึ่งจากคุณสมบัติแล้วประเทศไทยมีสิทธิที่จะเป็นเมืองหนังสือโลกได้

(นสพ มติชน 20 กันยายน 2548)

ฉันหล่ะสงสัยจริงๆ ว่า ที่เค้าว่ามาน่ะจริงหรือ เพราะจำได้ว่า ไม่นานมานี้ ยังมีสถิติอยู่เลยว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยแล้ว ปีละสามบรรทัด แล้วอยากจะขอถามหน่อยค่ะว่าคุณสมบัติที่ว่าเนี่ยมันคืออะไรกัน อะไรกัน อะไรกัน!!! เมื่อวานฉันเดินเข้าร้านหนังสือ มันก็จะมีหนังสือขายดีอยู่ไม่กี่ประเภท หนังสือแปลเกาหลีญี่ปุ่น ที่คนเค้าอ่านกันจัง..หนังสือแฉชีวิตดารา ที่ดูจะขายดีเป็นพิเศษ และคนก็ขยันพิมพ์เป็นพิเศษ นอกจากนั้นที่น่ากลัวคือหนังสือเกี่ยวกับ sex อย่างพวกชีวิตสาวไซด์ไลน์หรือเรื่องหัวใจนี้ไม่มีพอชีวิตของสาวฮีสทีเรีย ที่กลายเป็นหนังสือขายดีไปซะนี่ อันนี้อันตรายกับเยาวชนคนอ่านมากๆ มันกลายเป็นว่าหนังสือไม่มีสาระ กลับขายได้ดีกว่าหนังสือสารคดีที่กลายเป็นว่าเป็นหนังสือของคนกลุ่มน้อยไปซะนี่

ที่อ่านหนังสือพิมพ์เยอะที่สุด ฉันว่า นอกจากจะอ่านข่าวที่มีสาระกันแล้ว คนบางส่วนก็จะอ่านพวกเรื่องบันเทิง นิยายที่มากับหนังสือพิมพ์ซะมากกว่ามั้ง ..คงจะไม่ใช่ตั้งใจหาสาระกันอย่างเดียวหรอก (ฉันนี่ไง อ่านข่าวบันเทิง เพื่อจะเอาไปเมาท์กับเพื่อนได้ ) ..ฉันว่า คนอ่านหนังสือในเมืองไทยเนี่ย มันยังไม่หลากหลายไงคะเพราะหนังสือที่พิมพ์ๆมามันไม่หลากหลาย ถ้าจะเที่ยบกับญี่ปุ่น สิงคโปร์แล้ว ยังห่างกันหลายขุมจริงๆ

ร้านหนังสือดีๆ ยังไม่ค่อยจะมีเลย แล้วจะทำให้เรากลายเป็นเมืองหนังสือได้ยังไงกัน

พูดไปแล้ว รู้สึกว่าทางผู้ใหญ่(ฝ่ายไหนก็ไม่รู้หล่ะ)พยายามจะโปรโมทกรุงเทพซะเหลือเกิน นอกจากเรื่องล่าสุดคือเมืองหนังสือแล้ว ก็จะมีตั้งแต่ กรุงเทพเมืองแฟชั่น .... ที่เริ่มต้นด้วยโปรเจ็ค Bangkok Extravaganza ถ้าฉันจำไม่ผิดนะ อันนั้นก็แป๊ก เพราะเจ๊ระเบียบรัตน์มาโจมตีซะเละเรื่องโป๊ ไม่โป๊ คนแฟชั่นเองก็ออกมาประท้วง ณ ตอนนั้นว่า รัฐทำกันเอง ไม่ปรึกษาexpert ตอนนี้คงจะดีขึ้นหน่อย แต่จะหวังให้เป็น Hub ของแฟชั่นในเอเชียเนี่ย คงยังสู้พวก ฮ่องกง สิงคโปร์ไม่ได้อยู่ดี .... (ดูเอาง่ายๆ จากการแต่งตัวของคนไทยส่วนใหญ่แล้ว จะเข้าใจไม่ยากเลยค่ะ)

นอกจากนั้น โปรเจ็คต์ อะไรน้า...อ๋อ กรุงเทพเมืองอาหารปลอดภัย...ฉันก็จำชื่อไม่ได้ แต่จำได้แค่ว่าอ่านเจอว่า อาหารแผงลอยในกรุงเทพฯแบคทีเรียเยอะมาก... แล้วก็ที่อ่านผ่านๆ เรื่องส้มตำอะไรนี่แหละ ที่เค้าบอกว่า สกปรกกว่าต่างจังหวัดมากมาย .... เฮ่อออออออ

ฉันว่านะ อืมมม์ ยังไงดีหล่ะ แต่ละโปรเจ็คต์ที่ว่ามา มันใหญ่เกินตัวไปรึเปล่า จริงๆแล้ว เค้าควรจะมาพัฒนา ยกระดับให้คนกรุงเทพฯกันเองก่อนที่จะคิดการณ์ไกลไปกว่านั้น

กรุงเทพฯเมืองหนังสือโลก ...ขอให้มาพัฒนาการอ่านให้เด็กๆ มีหนังสือทางเลือกให้เด็กๆ เยาวชน ผู้ใหญ่ ให้หลากหลายกว่านี้หน่อยเถอะ ไม่ใช่ช่วงไหนฮิตอันไหน ก็เฮพิมพ์กัน ช่วงไหนฮิตหนังสือฮาวทู ก็พิมพ์กันใหญ่ ฮิตหนังสือแปล ก็พิมพ์มา (แปลผิดๆถูกๆก็มี) ....ฉันว่ามันควรจะ spread out ให้เท่าๆกันนะ และสนับสนุนนักเขียนไทยให้มากกว่านี้ ...ในฐานะที่ฉันเป็นคนอ่านหนังสือ ฉันก็อยากจะเห็นหนังสือไทย มีอะไรที่น่าสนใจไปกว่า ชีวิตดารา หรือหนังสือแปลเกาหลีนะคะ

กรุงเทพ เมืองแฟชั่น...มาตรฐานแฟชั่นไทยอยู่ตรงไหนนะ... กระเป๋า ร้อยเก้าสิบเก้าหรอ...คงจะไม่มั้ง...

กรุงเทพเมืองอาหารปลอดภัย ...ยากหน่อย ผงชูรสเพียบ ล้างจานล้างผักกันริมถนน มันปลอดภัยตรงไหนกัน

จริงๆแล้วเค้าควรจะมาทำให้สมาคม หรือสมาพันธ์ต่างๆมีความเข้มแข็งและแข็งแรงกว่าที่เป็นอยู่ แล้วจ้าง expert ในแต่ละส่วนให้มาคุยกันถึงทิศทางการพัฒนาเรื่องพวกนี้ แทนที่จะเหมาและทำกันเองแบบไม่มีความรู้ เพราะถึงจะทำให้ดูสวยหรูยังไง ...มันก็เป็นแค่ผักชีโรยหน้าโปะๆไปเท่านั้นเองคือ หน้าสวย แต่ข้างใต้เนี่ย....อืมมมมมมมมมมมม์..............

มาพัฒนาเรื่องในประเทศให้ดีก่อนเถอะ แล้วค่อยคิดถึงระดับโลก

- - - - - - - - - - - - - - - - -

*เขียนแบบมึนๆ ไว้จะมาแก้ใหม่ตอนหายมึนแล้วนะคะ*

Willowtree ของขึ้นแบบมึนๆ


edit @ 2005/09/20 10:40:23


edit @ 2005/09/20 10:47:20

Comment

Comment:

Tweet


เป็นเจ้าหน้าที่ กทม ที่ดูแลเรื่องอาหารปลอดภัย เข้าใจว่าทำยาก แต่บางเรื่องมันต้องมีจุดเริ่มต้น ยังไง คนกรุงเทพต้องช่วย ๆ กันหน่อย คนละไม้ คนละมือ
#9 by ตื๊ก (124.121.130.155) At 2007-05-22 18:00,
วันนี้อ่านแล้วโดนใจแฮะ ชอบๆ
#8 by Aey's bakery At 2005-09-21 09:05,
นิยมสร้างภาพอีกตามเคย.. สร้างภาพสร้างชื่อ(ปลอมๆ)ไว้ก่อน ความเป็นจริงจะเป็ยยังไงค่อยตามกลบ (และก็ไม่เคยมิดอยู่ดี)
#7 by ammie* At 2005-09-21 06:57,
ข่าวที่ว่าน่าจะสับสนระหว่าง "เมืองหลวง" กับ "เมืองไทย" อ่ะนะ เพราะไอ้งานแฟร์ทั้งหลายก็จัดกันอยู่ไม่กี่เมือง จะเหมาว่าทั้งเมืองไทยเป็นเมืองหนังสือคงจะไม่ใช่แหง๋ม

ส่วนโครงการกรุงเทพต่างๆก็ดูสับสนเหมาะกับกรุงเทพดีแล้วหละ แบบว่า identity วุ่นวาย ทางเลือกที่อยากจะเป็น center of ... ก็เลยหลากหลาย 555 แต่ผลสุดท้ายต้นไม้ใหญ่ก็อาจล้มได้ถ้ารากไม่ค่อยจามี.. แง้วววว
#6 by ZippySloth~* At 2005-09-20 21:02,
แต่ละแคมเปญนี่ -_-'

#5 by sinnEr At 2005-09-20 16:59,
เราว่า หนังสือการ์ตูน มากกว่าละมั้ง... ที่คนอ่านเยอะขึ้นอ่ะ
#4 by J u N e __ P o T T e R At 2005-09-20 15:01,
อ่านแล้วขำ เสนอตัวกันเข้าไปได้

ความจริงคืออัตราอ่านหนังสือต่ำมาก

หนังสือ หัวเรื่องก้น้อย ที่ขายดีก็อย่างที่คุณบอก

เรื่องส่งเสริมแทบไม่มี
#3 by loft At 2005-09-20 12:21,
อืม... อ่านหนังสือกัน 3 บรรทัดต่อคนต่อปี ดันจะไปเสนอตัว เฮ้อ... กลัวไม่มีผลงานกันหรือไงฟร่ะ นี่ถ้าได้มาพี่จะเป็นหนึ่งเสียงหนับหนุนว่า "มันยัดใต้โต๊ะอีกแล้ว"

ตอนนี้เริ่มๆเบื่อบรรดาโครงการอภิมหาโปรเจคต่างๆ ประเภทกรุงเทพฯเมืองนั้นเมืองนี้ รอก่อนเถอะ... น้ำทะเลเริ่มเซาะพื้นที่แถวปากแม่น้ำมากขึ้นทุกปีๆ กรุงเทพฯจะจมอยู่ใต้น้ำจนต้องย้ายเมืองหนี

เริ่มเขียนบล็อคใน my space แล้วล่ะนะ แต่ไม่ยอมให้คนอื่นอ่าน เรื่องในใจบางเรื่องต้องระบายมันออกมาบ้าง ไม่งั้นอึดอัดแย่ เฮ้อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ...........
#2 by เฮียแรม (221.128.90.98) At 2005-09-20 11:57,
จริงด้วยนะ เรื่องการอ่านของคนไทยยังถือว่าน้อยนิดอยู่มากๆ
#1 by pimtawan* At 2005-09-20 10:57,